
วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 10.00–11.30 น. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดการบรรยาย “Environmental Restoration in Action: จากห้องเรียนสู่ธุรกิจบริการด้านการฟื้นฟูป่าเพื่อความยั่งยืน” ณ ห้อง 8104 อาคาร SC.08 มีนักศึกษา คณาจารย์ สาขาวิชา เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยได้รับเกียรติจาก คุณจุฑาทิพ โจนวล (ปาย) ผู้ร่วมก่อตั้ง The Next Forest มาร่วมถ่ายทอดเส้นทางจากการทำงานวิจัยด้านนิเวศวิทยาและการฟื้นฟูป่า สู่การพัฒนาธุรกิจบริการด้านสิ่งแวดล้อมในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) พร้อมเปิดมุมมองให้นักศึกษาเห็นว่าองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถนำไปต่อยอดเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างอาชีพ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างไร
จุดเริ่มต้นของเส้นทางดังกล่าวมาจากประสบการณ์ทำงานด้านการฟื้นฟูป่าในพื้นที่จริง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า (FORRU) และโครงการฟื้นฟูป่าในจังหวัดน่านเป็นเวลาหลายปี ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้วิทยากรได้เห็นทั้งมิติทางวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดของการฟื้นฟูป่าในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้โดยขาดการดูแลต่อเนื่อง การเลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่ไม่เหมาะสมกับระบบนิเวศ ตลอดจนการดำเนินโครงการที่มุ่งเน้นการปลูก แต่ไม่ได้สร้างกลไกให้คนในพื้นที่สามารถดำรงชีวิตควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติได้
หนึ่งในประเด็นสำคัญ การฟื้นฟูป่าไม่สามารถแยกออกจากการพัฒนาคนและคุณภาพชีวิตของชุมชน
“ถ้าเกิดว่าเราอยากจะแก้ไขปัญหาเรื่องป่าเสื่อมโทรม เขาหัวโล้นจริง ๆ มันต้องกลับมาที่เรื่องของการพัฒนาคนด้วย… ถ้าเกิดคนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ เขาไม่พร้อม หรือเขามีความจำเป็นที่ต้องใช้พื้นที่นั้นทำมาหากินอยู่… สุดท้ายแล้วการฟื้นฟูป่ามันไม่ยั่งยืน”
จากประสบการณ์ในพื้นที่ ได้สะท้อนปัญหาของโครงการปลูกป่าบางรูปแบบที่สิ้นสุดลงหลังจากกิจกรรมปลูก โดยไม่มีระบบติดตามและดูแลในระยะยาว ซึ่งอาจทำให้ต้นไม้ถูกวัชพืชปกคลุมหรือได้รับความเสียหายจากไฟป่า จนงบประมาณและความพยายามที่ลงไป ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้กลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญที่ทำให้เกิดแนวคิดว่า การฟื้นฟูป่าจำเป็นต้องมีทั้งองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การบริหารจัดการ และโมเดลที่ทำให้ทุกฝ่ายสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างต่อเนื่อง
ประสบการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การร่วมก่อตั้ง The Next Forest เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศให้เป็นบริการที่ตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม ซึ่งแตกต่างจากการทำธุรกิจที่มุ่งผลกำไรเพียงด้านเดียว
“ถ้าเป็นธุรกิจทั่วไป เขาก็จะมีเป้าหมายเรื่องของการคาดหวังผลกำไร… แต่ถ้าเป็นกิจการเพื่อสังคม เราจะคาดหวังอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ มีทั้งกำไร และเป้าหมายด้านสังคมสิ่งแวดล้อม”
ธุรกิจต้องสร้างรายได้และเลี้ยงตัวเองได้ เพื่อให้มีความมั่นคงเพียงพอที่จะดำเนินภารกิจด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นการเชื่อมระหว่าง “ความยั่งยืนของธุรกิจ” กับ “ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ” เข้าด้วยกัน
ปัจจุบัน The Next Forest พัฒนางานหลักครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษาด้านการฟื้นฟูป่า การดำเนินงานและดูแลพื้นที่ฟื้นฟู รวมถึงการจัดโปรแกรมการเรียนรู้ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีแนวทางสำคัญคือการฟื้นฟูที่ไม่สิ้นสุดเพียงการนำกล้าไม้ลงปลูก แต่ต้องคำนึงถึงชนิดพันธุ์ไม้ ระบบนิเวศ การดูแลต่อเนื่อง และการติดตามผล
วิทยากรกล่าวถึงแนวคิดการทำงานของ The Next Forest ว่า
“เราไปฟื้นฟูป่าทีหนึ่ง ไม่ได้ปลูกแล้วทิ้งเลยนะ เราปลูกแล้วเราก็มีสัญญาดูแลให้อีก 2 ปี… ไม่ได้ใช้พันธุ์ไม้ที่เป็นสปีชีส์เดี่ยว เราใช้เป็นพันธุ์ไม้ของแต่ละพื้นที่ ให้มันหลากหลาย ให้มันเหมาะสม”
อีกบทบาทหนึ่งคือ การทำหน้าที่เชื่อมระหว่างภาคเอกชนกับชุมชน โดยนำทรัพยากรและงบประมาณจากภาคธุรกิจมาสนับสนุนกิจกรรมดูแลป่าในพื้นที่ เช่น การทำแนวกันไฟ การลาดตระเวน และการฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมติดตามผลและจัดทำข้อมูลรายงานกลับไปยังผู้สนับสนุน แนวทางนี้ช่วยให้การดำเนินงานด้าน ESG และความยั่งยืนของภาคธุรกิจสามารถเชื่อมโยงกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตลอดการบรรยายยังมีการยกตัวอย่างการดำเนินงานในหลายพื้นที่ ทั้งป่าชุมชน การจัดทำฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ในพื้นที่ป่าหินปูน การพัฒนาสวนป่าในเมือง ตลอดจนการฟื้นฟูพื้นที่ของภาคเอกชน สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงงานวิจัยหรือการอนุรักษ์ในรูปแบบเดิม แต่สามารถเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ ESG การจัดทำรายงานความยั่งยืน การชดเชยคาร์บอน และความต้องการของสังคมที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ช่วงท้ายของการบรรยาย วิทยากรได้ฝากมุมมองถึงนักศึกษาในการเตรียมตัวเข้าสู่โลกการทำงาน โดยไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าจะต้องทำอาชีพอะไร แต่ชวนให้เริ่มต้นจากการทำความรู้จักตัวเอง ค้นหาความเชี่ยวชาญและสิ่งที่ตนเองสนใจ ก่อนมองหาปัญหาที่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ไข
“หลัก ๆ เราต้องรู้ก่อนว่าความเชี่ยวชาญหรือความชอบของเราคืออะไร แล้วมันมีปัญหาหรือความท้าทายอะไรที่เราอินกับมัน แล้วเราอยากจะไปแก้ไข”
พร้อมเน้นว่าการรู้จักตนเองเป็นอีกทักษะสำคัญ ทั้งการเข้าใจรูปแบบการทำงานที่เหมาะกับตนเอง และการประเมินระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องการเดินเข้าสู่เส้นทางผู้ประกอบการ
การบรรยายครั้งนี้จึงไม่เพียงเปิดมุมมองเกี่ยวกับการฟื้นฟูป่า แต่ยังทำให้นักศึกษาได้เห็นภาพตั้งแต่กระบวนการสร้างองค์ความรู้จากการศึกษาและงานวิจัย การลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจปัญหาจริง ไปจนถึงการนำความเชี่ยวชาญมาพัฒนาเป็นอาชีพและกิจการเพื่อสังคมที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม นับเป็นอีกหนึ่งการเรียนรู้ที่เชื่อม “ห้องเรียน” เข้ากับ “โลกการทำงานจริง” และสะท้อนศักยภาพของวิทยาศาสตร์ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน
ENGLISH